ทั่วโลกเผชิญอุณหภูมิร้อนจัดและภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี มีการประเมินว่า โลกจะเจอวิกฤตลักษณะนี้ถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ที่ประเทศจีน เผชิญกับคลื่นความร้อนที่กินเวลาต่อเนื่องมายาวนานกว่า 2 เดือนแล้ว นับเป็นคลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดในรอบ 6 ทศวรรษ และทำให้แห่งน้ำหลายแห่งลดระดับหรือแห้งขอด รวมถึงแม่น้ำแยงซี แม่น้ำสายหลักของจีน และแม่น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชีย
หลายมณฑลของจีนกำลังประสบกับสถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรง ทำให้แม่น้ำแยงซี มีระดับน้ำลดต่ำลง จนรูปปั้นแกะสลักพระพุทธรูปโบราณ 3 องค์โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ สื่อท้องถิ่นของจีน รายงานว่า พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ ตั้งอยู่บนยอดของเกาะ กลางแม่น้ำแยงซี ในนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยมีองค์หนึ่ง เป็นรูปปั้นพระพุทธรูป ที่ประทับอยู่บนฐานดอกบัว ตามรายงานว่าคาดว่า พระพุทธรูปทั้งสามองค์น่าจะถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงและชิง อายุราว ๆ 600 ปี ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากแม่น้ำแยงซีของจีน มีระดับน้ำลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว โดยเป็นผลจากสถานการณ์ภัยแล้งและคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายสัปดาห์ ในหลายพื้นที่ตั้งแต่มณฑลเสฉวน ไปจนถึงนครเซี่ยงไฮ้ จนทำให้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนต้องประกาศเตือนภัยแล้งในระดับสีเหลือง

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว CCTV ของจีนรายงานว่า มีแม่น้ำอย่างน้อย 66 สายใน 34 เขต ของนครฉงชิ่ง มีระดับน้ำที่แห้งขอด (for EUROPE WEATHER SERBIA SHIPS) นอกจากแม่น้ำแยงซีแล้ว แม่น้ำดานูบ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านหลายประเทศในทวีปยุโรป ก็กำลังประสบกับภัยแล้งที่รุนแรงเช่นเดียวกัน ทำให้ระดับน้ำลดต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบ 100 ปี

แม่น้ำดานูบในยุโรปแล้งจัดจนซากเรือรบยุคสงครามโลกโผล่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ซากเรือรบสัญชาติเยอรมันจำนวนมากกว่า 20 ลำ ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เคยจมอยู่ใต้น้ำโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง ในบริเวณใกล้กับเมืองปราโฮโว ของเซอร์เบีย ซึ่งซากเรือรบเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังทางน้ำ “แบล็กซี” ของนาซีเยอรมัน ในปี 2487 ที่ถูกกองกำลังของโซเวียตผลักดันจนล่าถอยลงมาตามแม่น้ำดานูบ ตามรายงานระบุว่า บางลำยังมีกระสุน และ ระเบิดจำนวนมากที่ยังไม่ถูกเก็บกู้ซ่อนอยู่ภายในซากเรือ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อการเดินเรือ
อ่านบทความต้นฉบับ
Ⓜ️ เรื่องที่น่าสนใจ |

อุทยานพระพุทธศาสนา อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช อุทยานพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ทุ่งใหญ่) เป็นสถานที่ที่กำลังก่อสร้าง มีพระพุทธรูปจำนวนมาก ริมแม่น้ำตาปี ถนนสายเอเชีย อ.ทุ่งใหญ่ ซึ่งใครต่างๆ เรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า “วัดนิรนาม” แห่งใหม่ในเมืองใต้ เมื่อเข้ามาสัมผัส จะได้รับรู้ได้ถึงความสงบ อุทยานพระพุทธศาสนา อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช อุทยานพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ในอำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช บนเส้นทางสายเอเชียริมแม่น้ำตาปี หรือบางคนมักเรียกว่า วัดนิรนาม เป็นสถานที่กำลังก่อสร้างซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ สิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้น่าสนใจและมีนักท่องเที่ยว นักถ่ายภาพแวะเวียนเข้ามาเสมอ คือ ภายในอุทยาน มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่กลางลานกว้าง มีทั้งองค์สีขาว สีทอง และแบบปูนที่สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ดี เรียงเป็นแถวกลายเป็นภาพที่ดู Unseen แปลกตา โดยเฉพาะในช่วงเวลาเย็นยามพระอาทิตย์ตกดินซึ่งจะปรากฎเป็นแสงทไวไลท์หลากสีเป็นฉากหลังองค์พระพุทธรูป ยิ่งทำให้พื้นที่บริเวณนี่มีมนต์ขลังมากขึ้น พระพุทธรูปข้างแม่น้ำตาปี อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช (อุทยานพระพุทธศาสนา) หากใครผ่านไปแถวสะพานข้ามแม่น้ำตาปี ( ถ้าขับรถไปทางสุราษฎร์ธานี จะอยู่ด้านซ้ายมือ หรือถ้าลงมาจากสุราษฎร์ ไปทางทุ่งสงก็จะมองเห็นอยู่ทางขวามือ )…

ศีรษะของพระพุทธเจ้า ถูกแกะสลักจากก้อนหินยักษ์จากธรรมชาติ หลวงพ่อโตแห่งเซี่ยสุ่ย (下水大佛) ตั้งอยู่ในเขตเมืองกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน สลักบนหินผามีความสูง 50 เมตร เฉพาะส่วนเศียรสูง 16 เมตร หรือสูงกว่าหลวงพ่อโตเล่อซาน แห่งเสฉวน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหินสลักที่ใหญ่ที่สุด ตำนานกล่าวว่าในสมัยราชวงศ์ถังมีพระรูปหนึ่งชื่อธรรมาจารย์ไห่เหนิง (海能法师) ดำริว่าที่กุ้ยหยางเกิดอุทกภัยบ่อยครั้ง ท่านกับศิษย์ชื่อไห่ทง (海通和尚) จึงเห็นว่าควรสร้างพระพุทธรูปใหญ่ขึ้นเพื่อขอพุทธคุณปกป้องสรรพสัตว์ แต่ครั้นมาถึงแล้ว ท่านทราบข่าวว่าที่เสฉวนประสบภัยทางน้ำเช่นกัน ท่านจึงตกลงว่าจะส่งศิษย์ไปสร้างหลวงพ่อโตที่เล่อซาน ส่วนท่านจะสร้างหลวงพ่อโตที่กุ้ยหยาง หลวงพ่อโตแห่งเซี่ยสุ่ย (下水大佛) ตั้งอยู่ในเขตเมืองกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน แต่ด้วยความที่ธรรมาจารย์ไห่เหนิงชราภาพมาก หลวงพ่อโตเซี่ยสุ่ยจึงไม่แล้วเสร็จ ส่วนหลวงพ่อโตเล่อซานที่ท่านไห่ทง ผู้เป็นศิษย์สร้างไว้ก็ไม่แล้วเสร็จเช่นกัน แต่ต่อมามีผู้สานต่อจนเสร็จ และนับแต่นั้นมาเรือที่ผ่านหลวงพ่อโตเล่อซานไม่ประสบกับเภทภัยทางน้ำอีก หลวงพ่อโตแห่งเซี่ยสุ่ยมีขนาดใหญ่โตกว่ามาก หากสร้างเสร็จจะเป็นพระพุทธรูปหินสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้จะไม่แล้วเสร็จเพราะท่านไห่เหนิงมรณภาพเสียก่อน แต่หลวงพ่อโตแห่งเซี่ยสุ่ยมีขนาดใหญ่โตกว่ามาก หากสร้างเสร็จจะเป็นพระพุทธรูปหินสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มา : คลังพระพุทธศาสนา / goodtimes.my

วัดร่อนนา หมู่ 2 ตำบลร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดร่อนนาเป็นวัดโบราณอีกวัดหนึ่งในยุคกรุงศรีอยุธยาเพราะยังคงเหลือสิ่งปลักหักพังปัจจุบัน ประมาณว่า วัดร่อนนาเคยเป็นวัดเจริญรุ่งเรืองมาแล้วในอดีตด้วยหลักฐานพอที่จะยืนยัน ได้ก็คือ พระพุทธรูปอุ้มบาตร เป็นพระที่จัดได้ว่าสวยงามมาก ซึ่งพระพุทธรูปปางพระร่วงองค์เป็นที่สักการบูชากราบไหว้ของชาวร่อนพิบูลย์และชาวนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียง ประวัติการสร้างพระพุทธรูปปางพระร่วงอุ้มบาตรจากประวัติที่เล่าสืบต่อกันมาของพระแม่เศรษฐีวัดร่อนนาพระคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอร่อนพิบูลย์ นับย้อนรอยไป 700-800 ปีมาแล้วเป็นยุคการเผยแพร่ของพระพุทธศาสนาและมหาสงครามของประเทศเพื่อนบ้าน และยุคมหาสงครามไทยสยามใต้กับพวกชวากะ (สลัดชวา) โจรแขกที่บุกเข้าโจมตีจับเอาทรัพย์สินและชาวเมืองไปเป็นเชลยต่างผลัดกับรบชนะและแพ้สลับกันไปราษฎรต้องพากันอพยพหลบหนีภัยสงครามที่ยกโจมตีบรรดาเมืองต่าง ๆ แตกพร้อมกับต้อนชาวเมืองเป็นเชลยศึก ส่วนที่พากันหลบหนีเข้าไปในป่าพากันส้องสุมรวมตัวต่อสู้ศัตรูในการดักซุ้มโจรตีทำลายข้าศึกบ้างก็พาลูกเมียข้าทาสบริวารหลบหนีภัยสงครามไปตั้งรากฐานแปลงบ้านสร้างเมืองอยู่บนภูเขาร่อนนา (หรือในพื้นที่กรุงมาศ) ปัจจุบันเป็นที่กั้นน้ำทำนบสองของเมืองแร่หนองเป็ดซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ในปัจจุบัน เมื่อท่านเศรษฐีกรุงมาสได้สร้างบ้านเรือนขึ้นมาก็ได้มีชาวบ้านที่หนีภัยสงครามล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนั้นมาตั้งบ้านเรือนจนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ขึ้น ครั้นหลายปีต่อมาท่านเศรษฐีแห่งหมู่บ้านกรุงมาสก็ได้ทายาทบุตรีคนหนึ่งจากภรรยาคนหนึ่งและเมื่อกุมารีเจริญวัยเติบโตขึ้นก็มีผิวพรรณนั้นเหมือนทองคำท่านเศรษฐีกรุงมาสผู้เป็นบิดาและมารดาตลอดจนข้าทาสบริวารต่างรักใคร่ ท่านเศรษฐีกรุงมาสผู้เป็นพ่อและแม่ต่าง ทะนุถนอมเลี้ยงดูบุตรีดังแก้วตาดวงใจจนกุมารีเจริญวัยได้ 16 ปีวันหนึ่งได้ชวนพี่เลี้ยงไปเล่นน้ำที่โตน (คือฐานน้ำตกบนภูเขา) และในขณะที่บุตรีท่านเศรษฐีกรุงมาสกับพี่เลี้ยงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานก็ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อบุตรีท่านเศรษฐีกรุงมาสกับพี่เลี่ยงได้ลื่นหลักตกลงจากหน้าผาน้ำตก ปรากฏว่าสาวเจ้าทั้งสองหายสาบสูญไปกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดและเมื่อถึงเวลาตะวันใกล้ค่ำท่านเศรษฐีกรุงมาสผู้เป็นพ่อพร้อมภรรยาไม่เห็นหน้าบุตรีและพี่เลี้ยงบังเกิดความเป็นห่วงและสังหรณ์ใจเลยนำบ่าวไพร่ออกติดตามค้นหาและพบเสื้อผ้าเครื่องประดับแต่งกายของบุตรและพี่เลี้ยงกองอยู่บริเวณนั้น ท่านเศรษฐีกรุงมาสผู้เป็นพ่อและภรรยาต่างโศกเศร้าเสียใจและสลดไปในการจากไปของบุตรสาวเป็นอย่างมากและคิดว่าศพของบุตรสาวและพี่เลี้ยงคงถูกกระแสน้ำพัดจนอยู่ในโตน (วังน้ำตก) นี้เป็นแน่ท่านเศรษฐีกรุงมาสจึงตั้งรางวัลด้วยทองคำแท่งหลายร้อยชั่งใครก็ตามสามารถงมศพของบุตรสาวและศพพี่เลี้ยงเจอจะมอบทองคำแท่งให้เป็นรางวัล ซึ่งมีชาวบ้านและข้าทาสบริวารต่างพากันงมศพค้นหาจนแทบพลิกแผ่นดินก็ไม่มีใครพบศพบุตรสาวของท่านเศรษฐีและพี่เลี้ยงเลยยังมีความโศกเศร้าเสียใจแก่ท่านเศรษฐีกรุงมาสผู้เป็นพ่อและผู้เป็นแม่ตลอดจนข้าทาสบริวารยิ่งนักท่านเศรษฐีกรุงมาศผู้เป็นพ่อจึงคิดปั้นรูปต่างตัวของบุตรสาวและพี่เลี้ยง จึงได้ประกาศให้บรรดาผู้ที่มีความสามารถปั้นรูปเหมือนของบุตรีและพี่เลี้ยง แต่ปรากฏว่าบรรดาช่างจากสถานที่ต่าง ๆ ทราบข่าวต่างพากันเดินทางสมัครปั้นรูปเหมือนบุตรี จะปั้นให้เหมือนรูปบุตรีและพี่เลี้ยงได้ คือปั้นแล้วปรากฏไม่เหมือนกันเลยเพราะช่างเหล่านั้นขาดความชำนานทางศิลป์ เลยพากันปั้นไม่ได้เรื่องได้ราวเรื่องของเรื่องเลยถึงองค์อัมรินทร์จอมเทพสรวงสรรค์ (พระอินทร์) ทรงตรัสเรียกพระวิษณุกรรมและได้มอบหมายหน้าที่ในการสร้างพระรูปเหมือนในการปั้นรูปเหมือนบุตรีและพี่เลี้ยงตามเจตนารมณ์ของท่านเศรษฐีกรงมาสได้ทำการอธิษฐานมา ซึ่งพระวิษณุกรรมเมื่อรับบัญชาจากพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์แล้วได้แปลงกายเป็นพราหมณ์เฒ่าเข้าไปรับอาสาท่านเศรษฐีกรงมาสสร้างรูปเหมือนบุตรสาวและพี่เลี้ยงให้โดยพราหมณ์เฒ่าได้ทำเบ้าหล่อรูปเหมือนแล้วเคี่ยวหลอมละลายทรัพย์สินเหล่านั้นเทลงในเบ้าและ…